informative-to-transformative-Poster-final.jpg

i n f o r m a t i v e    t o   t r a n s f o r m a t i v e

for presskit please download below

2 april – 3 july 2022

EXHIBITION BY

ADRUNNOGNT: อานนท์ นงค์เยาว์ and nguyen ngoc tu dung

อธิษว์ ศรสงคราม

ddmy studio

และ

โรจน์วิรุฬห์ วรรณแก้ว

นิทรรศการ informative to transformative นิทรรศการกลุ่มเพื่อเสาะถึงหมุดหมายของมนุษย์ท่ามกลางธรรมชาติในมนุษยสมัย ผ่านผลงาน sound installation ที่มาจาก field recording โดย ADRUNNOGNT: อานนท์ นงเยาว์ และ nguyen ngoc tu dung ผลงานภาพถ่ายที่ศิลปินยังคงบันทึกภาพในชุดผลงานอย่างต่อเนื่อง โดย อธิษว์ ศรสงคราม ผลงานศิลปะจัดวางแบบผู้ชมมีส่วนร่วมของ ddmy studio และ ศิลปะจัดวางโครงสร้าง โดย โรจน์วิรุฬห์ วรรณแก้ว

 

ในช่วงฤดูร้อน เริ่มต้นราวเดือนมีนาคม ไปจบลงราวที่เดือนมิถุนายน จังหวัดเชียงใหม่จะประสบกับภัยพิบัติทางสภาพอากาศโดยเฉพาะฝุ่น pm 2.5 มาเป็นระยะเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน เหตุเพราะความแปรปรวนทางโครงสร้างของ ลม ฟ้า อากาศ สภาพภูมิอากาศ การขยายตัวของปริมาณการบริโภค แต่โดยรวมแล้ว คือ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อโลกเข้าสู่มนุษยสมัย ความเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างช้า ๆ และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ฝุ่นไม่เพียงมีผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพของผู้คนในพื้นที่ แต่คุณภาพอากาศที่แย่ลงมีผลต่อภาพใหญ่ของวิถีชีวิต ทั้งต่อความเข้าใจในระดับสังคม ความเชื่อ และแรงผลักดันในการใช้ชีวิต รวมไปถึง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ที่อากาศแทรกซึมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในทุก ๆ องค์ประกอบของทุก ๆ ชนชั้น การเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมอันมีผลจากการเกิดขึ้นของมลพิษ พยายามสางไปให้ถึงต้นเหตุของปัญหา นิทรรศการ informative to transformative มองเห็นความสัมพันธ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงของมนุษย์และกายภาพของอากาศ รวมถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เรียกว่ามนุษยสมัยนี้ และต้องการจำกัดการมองสภาวะนี้ให้แคบลงมาสู่บริบทในไทย และในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปักหมุดหมาย ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน ให้เป็นจุดเริ่มต้นแก่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการทบทวนถึงสถานการณ์ร่วมสมัย

 

นิทรรศการ informative to transformative นับเป็นหมุดหมายหนึ่ง ณ จุดเริ่มต้นมองฝุ่นควันที่เป็นผลของเหตุอันเกิดจากมนุษย์ ด้วยการร่วมกันสำรวจภูมิทัศน์การแสดงออกทางศิลปวัฒนธรรม ที่สิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงหัวข้อแต่ฝังรากจนกลายส่วนหนึ่งของความเชื่อและสำนึกในการทำงาน ผลงานอันประกอบไปด้วยภาพถ่าย โดย อธิษว์ ศรสงคราม ที่ติดตั้งเอาไว้โดยรอบห้องนิทรรศการ ภาพถ่ายวัตถุของเขานำเสนอความคลุมเครือระหว่างแง่การใช้งานและในแง่ความงาม ที่การมีอยู่ของวัตถุดำเนินจากความมีตัวตนเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ ไปสู่ความเป็นวัตถุที่ไม่อาจระบุความสามารถได้อีกต่อไปหากแต่คงไว้ซึ่งความน่าสนใจทางกายภาพ ในบริเวณเยื้องไป ddmy studio จัดวางผลงานศิลปะจัดวางที่เชื้อเชิญให้ผู้ชมเข้ามาร่วมสร้างและสะสมร่องรอยการเคยปรากฏเอาไว้ในระบบที่ทำงานสัมพันธ์กับพื้นที่ห้องจัดแสดง ศิลปินออกแบบระบบที่คอยบันทึกข้อมูลผู้คนที่เคยปฏิสัมพันธ์และแสดงผลผ่านจอประมวลผล ทำให้เกิดภาพกราฟฟิกผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนและตำแหน่งของผู้คนที่บันทึกไว้ โดยมีเป้าประสงค์เดิมเพื่อร่นระยะการสื่อสารเมื่อเกิดไฟป่าในป่าลึก โรจน์วิรุฬห์ วรรณแก้ว ซ้อนทับพื้นที่นิทรรศการเอาไว้ด้วยโครงสร้างของศิลปะจัดวางโดยรอบพื้นที่ห้องจัดแสดง เขานับเป็นศิลปินที่โดดเด่นจากการตีความแนวคิดหลักจากสำนวนภาษาและความเชื่อโชคลางแบบไทยเป็นผลงานศิลปะจัดวาง ที่เขาเริ่มหันมาสนใจประเด็นฝุ่นควันควบคู่ไปกับการเป็นอาสาเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติจากไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่ และ ผลงานศิลปะจัดวางจากการบันทึกเสียงในพื้นที่ (field recording) ของ อานนท์ นงค์เยาว์ ที่ทำร่วมกับ nguyen ngoc tu dung ลำโพงที่ติดตั้งอย่างสัมพันธ์กันจำนวน 16 ตัว เล่นเสียงที่ศิลปินบันทึกจากพื้นที่ต่างกัน 16 แห่ง จนเกิดเป็นพื้นที่ทางเสียงที่ช่วยโยงผลงานทุก ๆ ชิ้นเอาไว้ด้วยกัน นิทรรศการต้องการให้เห็นภาพกว้างของการเคลื่อนไหวผ่านปรากฏการณ์เชิงศิลปะวัฒนธรรมโดยมีสิ่งแวดล้อมและประเด็นโดยรอบเป็นแนวคิดนำ

 

ผลงานจากศิลปินทั้งสี่ท่าน ทั้งผลงานภาพถ่าย และ ศิลปะจัดวาง ที่แม้จะแตกต่างกันที่รูปแบบ แนวคิด หรือวิธีการนำเสนอ แต่ร้อยเรียงกันด้วยการจัดการวิธีวิทยา ที่กำหนดให้การสำรวจ มองหา คัดเลือก และบันทึก นำพาผลงานไปสู่รูปแบบที่แท้จริงของกระแสความคิดและความเชื่อของศิลปิน นับว่าเป็นให้เกิดการมอบความหมายเชิงสุนทรียภาพอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานศิลปะและยังได้บันทึกถึงช่วงเวลาแห่งมนุษยสมัยเอาไว้อย่างสมบูรณ์ ในสภาวะอันเร่งด่วนที่การแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมต้องเกิดขึ้นทันที ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และ ความเชื่อของกลุ่มชน (indigenous groups) ต่างบ่งชี้ถึงจุดจบของโลกและมวลมนุษย์ที่อาจเกิดขึ้นหากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยมนุษย์ยังมีต่อไปด้วยอัตราเร่งคงที่ ตามข้อสรุปของ Boris Groys ที่ว่าศิลปะมีเพื่อการแสดงแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิต และศิลปะกำลังตอบสนองสิ่งที่มนุษยสมัยกำลังเรียกร้องเพื่อแสดงถึงการยังมีชีวิตอยู่ของศิลปิน การตอบสนองนี้เป็นราวกับเป็นสัญญาณกระเพื่อมแรกของสังคมไทยในวงกว้างที่มีต่อปัญหาฉับพลันทางสิ่งแวดล้อมโลก และศิลปินเริ่มจัดการกับปัญหาด้วยการตั้งคำถามต่อวาทกรรมทางสิ่งแวดล้อม และด้วยบทบาทของศิลปินที่เปิดโอกาสให้สามารถหันกลับมาตั้งคำถามต่อจริยธรรมของตัวเองด้วย

 

Jing Jai Gallery ภูมิใจเสนอนิทรรศการกลุ่มที่นำเสนอผลงานที่พูดถึงธรรมชาติด้วยพลังงานในแง่มุมที่ให้ธรรมชาติได้แสดงชีวิตและบทบาทอันยิ่งใหญ่ผ่านผลงานศิลปะ และเพื่อให้นิทรรศการนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการนำเอาข้อมูลอันมากมายมหาศาลไปใช้ขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีของมนุษย์และดำเนินไปสู่สมัยที่ธรรมชาติไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของทุนอีกต่อไป นิทรรศการ informative to transformative เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน จนถึงวันที่ 3 กรกฏาคม 2565 ทุกวันอังคาร ถึง วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10:00 น. – 18:00 น. และวันเสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08:00 น. – 18:00 น. และจะมีพิธีเปิดนิทรรศการในวันที่ 14 เมษายน 2565 ตั้งแต่เวลา 17:00 น. เป็นต้นไป ณ Jing Jai Gallery ภายในโครงการ Jing Jai Market ในเครือกลุ่ม
เซนทรัล